มีคำถามที่มักจะถูกถามกันบ่อย ๆ โดยเฉพาะภายในมหาวิทยาลัยรามคำแหงว่า "เรียนรามยังไงให้จบภายในสามปี" , "เรียนรามยังไงให้จบภายในสองปีครึ่ง" หรือ "ใช้เวลาในการเรียนเพียงสองปีครึ่งหรือสามปี"

 

เสมือนประหนึ่งว่าคุณภาพบุคคลนั้นขึ้นอยู่กับความเร็วในการศึกษา ?  




...ผมเคยมีโอกาศได้ทำกิจกรรมแนะนำการศึกษาให้กับรุ่นน้องที่มาสมัครเรียนใหม่ในมหาวิทยาลัย  ในขณะที่ผมแนะนำน้อง ๆ ให้ลงทะเบียนตามลำดับเนื้อหาของวิชา  แนะนำให้น้องอ่านหนังสือของมหาวิทยาลัยก่อนที่จะอ่านชีทประกอบ  แนะนำให้อ่านหนังสือนอกมหาวิทยาลัยเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น  แนะนำให้แสวงหา    "ความรู้" มากกว่า "ปริญญา" แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่โต๊ะข้าง ๆ หรือเต๊นฑ์ข้าง ๆ  ที่ทำกิจกรรมแนะนำน้อง ๆ ด้วยกัน  คำแนะนำการเรียนส่วนใหญ่กลับกลายเป็นการแนะนำวิชาที่ง่าย ๆ  ที่ได้เกรดดี ๆ ง่ายที่สุดให้น้อง ๆ   แนะนำว่าไม่ต้องอ่านหนังสือของมหาวิทยาลัยเพราะว่าเสียเวลา  แนะนำให้อ่านชีทเพียงอย่างเดียวก็๋ทำให้สอบผ่านได้แล้ว  แนะนำการลงทะเบียนแบบลงทะเบียนเต็มที่เพื่อที่จะให้จบการศึกษาได้เร็วที่สุด โดยไม่ดูพื้นฐานความรู้ของน้องว่ารับได้กับจำนวนของหน่อยกิตต่อเทอมการศึกษาเพียงแค่ไหน


มีคำถามที่เกิดขึ้นมาในใจผมว่า ตกลงเรากำลังมาเรียนเพื่อศึกษาหาความรู้  ? หรือกำลังวิ่งร้อยเมตรกันอยู่ ?      ที่ถือว่าการจบการศึกษาเร็วที่สุดนั้นคือเป้าหมายสูงสุด


การรีบเร่งโดยไม่สนใจถึงเนื้อหาความรู้  ทำให้ผู้เรียนขาดความรู้เข้าใจ ขาดการซึมซับหรือตกผลึกทางความคิดเกี่ยวกับกับบทเรียนหรือเนื้อหาของวิชาที่ได้ศึกษา การเร่งรีบเรียนโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ ทำให้เกิดการ           "ทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะสอบผ่าน" กลายเป็นเน้นทักษะการ "ท่องจำ" มากกว่าทักษะการคิดวิเคราะห์ การเน้น "ท่องข้อสอบ" เพื่อที่จะตอบคำถามในข้อสอบ  มากกว่าที่จะทำความเข้าใจเนื้อหา เน้น "คำตอบสุดท้าย"มากกว่าที่จะสนใจถึงที่มาและพัฒนาการขององค์ความรู้นั้น ๆ  เพราะ "ง่าย" และทำได้ "รวดเร็ว" ประหยัดเวลา และสนองตอบต่อ "ความเร็วในการเรียน"  มากกว่าการทำความเข้าใจอย่างจริงจัง



ทั้ง ๆ  ที่เป้าหมายของการศึกษาในระดับอุดมศึกษามีความแตกต่างจากระดับมัธยมที่เน้นการท่องจำ นักศึกษาในระดับอุดมศึกษา ที่จบไปแล้วเป็น "บัณฑิต" ที่ควรจะมีความรู้ความสามารถในการที่จะคิด วิเคราะห์  สังเคราะห์  หรือ เชื่อมโยงองค์ความรู้ต่าง ๆ กลับขาดทักษะที่จำเป็นต้องใช้ในการทำงาน บัณฑิตที่จบไป กลายเป็น            "บัณฑิตนักท่อง"  ไม่มีความแตกต่างจากนักศึกษาระดับมัธยม บัณฑิตกลายเป็นผู้ไม่มีความตกผลึกทางความคิด ซึ่งมีสาเหตุมาจากการศึกษาที่เน้น "ปริญญา" มากกว่า "ความรู้" นั่นเอง


อาการ "แฮงค์" จะเกิดขึ้นกับผู้ที่มุ่งมั่นที่จะเอาปริญญามากกว่าความรู้  โดยลักษณะของอาการนี้จะเริ่มเห็นได้ชัดตั้งแต่การเรียนชั้นปีที่สองเป็นต้นไปที่เริ่มเจอกับข้อสอบที่ยากขึ้นหรือข้อสอบประเภทอัตนัย  เพราะด้วยสมองหรือวิธีคิดที่ถูกฝึกหัดมาด้วยการ  "ท่องจำ" แบบเน้น "คำตอบสุดท้าย" ที่ขาดทักษะในการคิดวิเคราะห์และเชื่อมโยงองค์ความรู้  ด้วยในสมองมีแต่ "ข้อมูล" ที่ท่องจำมา คล้ายกับคอมพิวเตอร์โบราณที่มีข้อมูลมากมายมหาศาล แต่ถ้าป้อนคำถามหรือ keyword ไม่ถูก ก็ "แฮงค์" เอาเสียดื้อ ๆ อาการที่เกิดขึ้นกับนักท่องจำเหล่านี้  เมื่อเจอการเปลี่ยนข้อสอบไม่ว่าทั้งอัตนัยหรือปรนัย ก็จะเกิดอาการเหมือนกันคือ  
"สมองรวน" หรือ "แฮงค์"  เอาเสียดื้อ ๆ เพราะทำไม่ได้ ด้วยก็เหตุเพราะท่องจำคำตอบสุดท้ายเป็นหลัก การที่ข้อสอบเปลี่ยนหรือผู้สอนบิดข้อสอบนิดเดียวก็เกิดอาการ "ทำข้อสอบไม่ได้" เพราะไม่ทราบถึงความเชื่อมโยงและที่มาของคำตอบ ท่องจำได้เฉพาะตัวทฤษฎี แต่ไม่สามารถนำทฤษฎีประยุกต์ใช้ได้  ซึ่งก็ไม่แปลกที่วิชากฎหมายปกครอง ที่ท่องมาตรากันได้ทุกคน แต่กลับติดวิชานี้วิชาอยู่เดียวกันเป็นหมื่น ๆ คน
 


ตอนผมเรียนกับอาจารย์ สนธิ์ บางยี่ขัน อาจารย์เคยแซวแกมเตือนนักศึกษาว่า ถ้าจบการศึกษาไปแล้วได้มีโอกาศต้องทำงานในด้านนโยบายและแผน เวลาคิดแผนก็คิดไม่ได้เพราะไม่ถนัดหรือไม่เคยคิดเพราะเรียนแบบท่องมาโดยตลอด คงต้องให้ผู้บังคับบัญชาคิด  choice มาห้าข้อให้เลือกแล้วกัน ? หรือในกรณีที่เพื่อนผมที่จบออกไปแล้วทำงานเป็นฝ่ายบุคคลที่บริษัทแห่งหนึ่ง  วันหนึ่งก็มีนักศึกษารัฐศาสตร์รุ่นน้องที่จบมาใหม่  มาสมัครงานฝ่ายบุคคล  ในตอนสัมภาษณ์  เพื่อนผมก็ถามคำถามเพื่อดูไหวพริบปฎิภาณในฐานะที่ลงเรียนวิชาทางด้านการบริหารงานบุคคลในทรานคริปต์ ว่า "ปัญหาของการบิรหารงานบุคคลมีอะไรบ้าง" แต่คำตอบที่ได้กลับมาก็คือ      "..ตอบไม่ได้.." ก็เพราะความที่เป็นนักท่องจำ ไม่สามารถที่จะลำดับความคิดออกมาเป็นคำพูดได้ เพราะความเป็น "ปรนัย" และ เรียนแบบ "คำตอบสุดท้าย" นั่นเอง ผมยังนั่งนึกสนุกคุยกับเพื่อนผมเลยว่า ต้องให้ตั้ง choice ให้ห้าข้อแล้วเลือกเอาไหม  ? ตลกร้ายไหมครับ  ถ้าหากว่าจบการศึกษาออกมาอย่างรวดเร็วแล้วไม่มีคุณภาพแบบนี้


 

ตกลงว่าเราจะรีบกันไปไหน ? ถ้าหากว่าการช้าไปเพียงปีสองปีนั้นเป็นเสียเวลาเพื่อคุณภาพ  ก็ยอมเสียเวลาไปเถิด  ถือคติว่า ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม ถ้าเทียบกับการที่เร่งรีบจบไปอย่างไม่มีคุณภาพ  จะจบการศึกษาเร็วไปกี่สิบปีก็ไม่มีค่า   ถ้าหากการจบการศึกษาไปนั้นมันมีค่าเพียงแค่กระดาษแผ่นเดียว

edit @ 25 Mar 2009 23:16:12 by Ps-Crp

edit @ 25 Mar 2009 23:16:44 by Ps-Crp

edit @ 25 Mar 2009 23:18:19 by Ps-Crp

edit @ 25 Mar 2009 23:29:24 by Ps-Crp